วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชนิดของสัตว์เลี้ยง

ชนิดของสัตว์เลี้ยง 

สัตว์เลี้ยงที่ถือว่ามีความสำคัญ และสามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกร คือ

๑. สัตว์เคี้ยวเอื้อง 

ได้แก่ สัตว์เลี้ยงพวกโค กระบือ แพะ และแกะ ซึ่งเป็นสัตว์สี่กระเพาะ เมื่อกินอาหารเข้าไปแล้ว จะคายออกมาเคี้ยวเอื้องอีกครั้ง ก่อนจะถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์

สัตว์เคี้ยวเอื้องอาจแบ่งแยกประเภทออกได้ ตามวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการเลี้ยงดังนี้คือ

๑.๑ โคเนื้อ 

โคที่เลี้ยงในบ้านเรา เป็นโคขนาดเล็ก มีการเจริญเติบโตช้า ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ใช้งานเช่น ไถนา ทำไร่ และเทียมเกวียนหรือล้อ เพื่อใช้ในการขนส่งระยะสั้นๆ หลังจากเลิกใช้งานแล้ว ก็ส่งเข้าโรงฆ่า ชำแหละออกมาเป็นเนื้อวัวสำหรับบริโภค

ปัจจุบัน ทางราชการได้นำโค พันธุ์เนื้อจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงหลายพันธุ์ และพบว่าโคเนื้อพันธุ์อเมริกันบราห์มัน หรือโค ลูกผสมอเมริกันบราห์มัน (เช่น โคพันธุ์เดราต์มาสเตอร์) สามารถเลี้ยง และเจริญเติบโตได้ดีในบ้านเรา นอกจากนี้ยังมีความทนทานต่อโรคเหมือน โคพื้นเมืองของไทย

๑.๒ โคนม

โคพื้นเมืองของไทยให้ นมน้อยประมาณวันละ ๒-๓ ลิตร ทางราชการ จึงได้ทดลองนำโคพันธุ์จากต่างประเทศ เข้ามาเลี้ยงหลายพันธุ์ด้วยกัน และพบว่า โคพันธุ์แท้ ที่นำเข้ามาทดลองเลี้ยงในบ้านเรา ยังไม่มีความเหมาะสมกับบ้านเรา โดยเฉพาะมีการแพ้โรคต่างๆ มาก และมักจะเสียชีวิตหลังจากนำเข้าไม่นานนัก จึงได้ผลิตโคลูกผสม โดยใช้โคพันธุ์นมจากต่างประเทศที่นำเข้ามา ผสมกับวัวพื้นเมือง และพบว่า โคนมลูกผสมขาวดำ (โฮลสไตน์ ฟรีเชียน) กับโคพื้นเมือง เป็นโคนมลูกผสม ที่ให้นมดีที่สุด บางตัวให้นมสูงถึง ๓๘ ลิตรต่อวัน และทั่วๆ ไปให้นมมากกว่า ๑๐ ลิตรต่อวัน

๑.๓ กระบืองานหรือกระบือปลัก 

กระบือบ้านเราเรียกทั่วๆ ไปว่า กระบือปลัก หรือกระบือที่เลี้ยงไว้ เพื่อใช้งานเป็นหลัก ให้น้ำนมน้อย ประมาณวันละ ๑-๒ ลิตร และเมื่อเลิกใช้งานแล้ว ก็ส่งเข้าโรงฆ่าเอาเนื้อมาบริโภค

๑.๔ กระบือนมหรือกระบือแม่น้ำ 

กระบือชนิดนี้ เป็นกระบือที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อเลี้ยงเอาไว้รีดนมโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า กระบือแม่น้ำ เป็นการเรียกตามชาวต่างประเทศ ที่เรียกว่า ริเวอร์บัฟฟาโล (River buffalo)
กระบือนมมีหลายพันธุ์แต่ที่นำเข้ามาทดลองเลี้ยงในบ้านเราคือ กระบือพันธุ์มูร์ราห์ ซึ่งมีการให้นมประมาณวันละ ๗-๘ ลิตร แต่ บางตัวให้นมสูงถึง ๒๐ ลิตรหรือกว่านั้น

กระบือพันธุ์นี้นอกจากให้นม แล้วยังใช้งานได้ด้วย และเมื่อรีดนมแล้วก็สามารถ ใช้เนื้อบริโภคได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันได้มีการนำกระบือมูร์ราห์ มาผสมกับกระบือบ้านเรา ปรากฏว่าลูกออกมา ให้น้ำนมมากขึ้น และสามารถใช้งานได้ดีเช่น กระบือพื้นเมือง และเนื้อก็มีคุณภาพดี

๑.๕ แพะ 

แพะพื้นเมืองของบ้านเรา มีเลี้ยงกันมากในภาคใต้ ตัวค่อนข้างเล็ก หนักประมาณ ๑๐-๑๘ กิโลกรัม และมีนมน้อย ทางราชการจึงได้นำแพะพันธุ์นมจากต่างประเทศ เข้ามาทดลองเลี้ยงในบ้านเรา และพบว่า แพะพันธุ์ซาเนนเหมาะสม ที่จะเลี้ยงขยายพันธุ์ในบ้านเรา โดยเฉพาะซาเนนลูกผสม ซึ่งให้น้ำนมประมาณ วันละ ๒-๔ ลิตร และมีความทนทานต่อโรคมากกว่าแพะพันธุ์แท้ ที่นำเข้ามาทดลองเลี้ยง

๑.๖ แกะ 

แกะพื้นเมืองเลี้ยงกันมาก ในภาคใต้เช่นเดียวกับแพะ ตัวมีขนาดเล็กมาก ประมาณ ๘-๑๒ กิโลกรัม แต่มีความทนทานต่อโรคดี ทางราชการได้ทดลองนำแกะพันธุ์ต่างๆ  เข้ามาทดลองเลี้ยงในบ้านเรา และพบว่า แกะพันธุ์แท้ที่นำเข้ามา ยังไม่สามารถเลี้ยงได้ในสภาพแวดล้อมของบ้านเรา แต่แกะลูกผสมที่เกิดจากแกะพันธุ์ดอร์เซต และพันธุ์พื้นเมือง จะสามารถเลี้ยงในบ้านเราได้เป็นอย่างดี และมีน้ำหนัก ประมาณ ๒๕-๓๐ กิโลกรัม ซึ่งเหมาะสมจะนำมาใช้ส่งเสริมให้เลี้ยงแกะในบ้านเรา


๒. สัตว์กระเพาะเดียว 

สัตว์กระเพาะเดียวที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศคือ สุกร ซึ่งมีการเลี้ยงกันมากทั่วประเทศ

สุกรพื้นเมืองเดิมมีชื่อต่างๆ กัน เช่น พวง แรด และอื่นๆ มีลำตัวค่อนข้างเล็ก แต่ให้ลูกดก และมีความทนทานต่อโรคต่างๆ ได้ดี ซึ่งไม่เหมาะสมจะใช้เลี้ยงเพื่อธุรกิจการค้า
ต่อมาจึงได้มีการนำสุกรพันธุ์จากต่างประเทศ เข้ามาทดลองเลี้ยงในบ้านเรา หลายพันธุ์ด้วยกัน และพบว่า สุกรพันธุ์แท้บางพันธุ์สามารถเลี้ยงได้ดีในบ้านเรา ซึ่งได้แก่ สุกรพันธุ์ต่อไปนี้

(๑) ดูร็อกเจอร์ซี
(๒) ลาร์จไวต์
(๓) แลนด์เรซ

นอกจากนี้ก็ได้มีผู้นำสุกรพันธุ์ผสมเข้า มาเลี้ยงอีกหลายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่เป็นสุกรพันธุ์ ผสมซึ่งเกิดจากสุกรทั้งสามพันธุ์ดังกล่าวข้างต้น

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงนำสุกรพันธุ์เหมยซาน ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้น้อมเกล้าฯ ถวาย จำนวน ๔ คู่ มาให้กรมปศุสัตว์ทดลอง เลี้ยงและขยายพันธุ์ พบว่าสุกรพันธุ์นี้สามารถ ให้ลูกดกมากเฉลี่ยครอกละ ๑๖ ตัว และมีบาง ครอกให้ลูกถึง ๒๔ ตัว สามารถเจริญเติบโต ได้ดีกว่าสุกรพื้นเมืองเดิม มีเนื้อมาก และเนื้อมี คุณภาพดี
เพื่อให้สุกรนี้มีลักษณะดีขึ้นกว่าที่มีอยู่ เดิมกรมปศุสัตว์ได้นำสุกรพันธุ์นี้มาทดลองผสม กับสุกรทั้งสามพันธุ์ดังกล่าวข้างต้น และพบว่า สุกรลูกผสมเหมยซานกับดูร็อกเจอร์ซี่ จะมีลักษณะ ดีที่สุดทั้งในด้านรูปร่างลักษณะ การเจริญเติบโต คุณภาพของเนื้อ และความทนทานต่อโรค

สุกรพันธุ์ลูกผสมเหมยซาน และดูร็อกเจอร์ซี่ ที่กรมปศุสัตว์ผสมขึ้น เพื่อให้เกษตรกรในชนบทได้นำไปเลี้ยงนั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามว่า "สุกรมิตรสัมพันธ์"

๓. สัตว์ปีก 

สัตว์ปีกที่มีการเลี้ยงกันในแง่ของการค้า คือ

๓.๑ ไก่ 

ไก่พื้นเมืองที่เลี้ยงในบ้านเรา เป็นไก่ที่เจริญเติบโตช้า ให้ไข่น้อย และมีลำตัวค่อนข้างเล็ก แต่มีความทนทานต่อโรคต่างๆ ได้ดี

ปัจจุบันมีผู้นำไก่จากต่างประเทศ มาเลี้ยงในรูปของการค้ากันมาก จนถึงกับมีการส่งเนื้อไก่ออกไปขายต่างประเทศจำนวนมาก ไก่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมี ๒ ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

ก. ไก่เนื้อ 

ไก่เนื้อ คือ ไก่ที่เลี้ยง ประมาณ ๘ สัปดาห์ หรือ ๕๖ วัน ก็จะส่งตลาด หรือเข้าโรงฆ่า เป็นไก่ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว และมีเนื้อมาก หากมีการให้อาหารตามคุณภาพที่กำหนด

ไก่เนื้อที่นำเข้ามาเลี้ยงส่วน ใหญ่เป็นไก่ลูกผสมที่ผลิตจากบริษัทต่างๆ ใน ต่างประเทศ โดยประเทศของเรายังไม่สามารถ ผลิตไก่เนื้อที่มีคุณภาพดีเท่าต่างประเทศได้
ไก่เนื้อที่นำเข้ามาส่วนใหญ่ เป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเมื่อเลี้ยงแล้วผสมพันธุ์ ลูกที่ ออกมาก็จะนำไปเลี้ยงเป็นไก่เนื้อส่งโรงฆ่า แต่ มีบางฟาร์มได้นำปู่ย่าตายายมาเลี้ยงเพื่อนำมา ผลิตพ่อแม่พันธุ์ แล้วจึงขยายเป็นไก่เนื้ออีกครั้ง

ข. ไก่ไข่ 

ไก่ไข่ในระยะเริ่มแรก ที่นำเข้ามาเลี้ยง เมื่อประมาณ ๔๐ ปี จนถึงเมื่อ ประมาณ ๑๕ ปีที่แล้วมา ส่วนใหญ่เป็นไก่พันธุ์แท้ ซึ่งได้แก่ ไก่พันธุ์โรดไอส์แลนด์แดง และพันธุ์เล็กฮอร์นขาวเป็นหลัก แต่ต่อมาได้มีการนำไก่ไข่ลูกผสมจากต่างประเทศ เข้ามาเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ จนอาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์แท้ก็ว่าได้ นอกจากไก่ของหน่วยงานของรัฐบาล

ไก่ไข่พันธุ์โรดไอส์แลนด์แดง (Rhode Island Red)
(ซ้าย-ตัวผู้ ขวา-ตัวเมีย)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้นำไก่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งรัฐบาล สาธารณรัฐประชาชนจีนได้น้อมเกล้าฯ ถวายไข่ฟัก จำนวนหนึ่ง และได้พระราชทานให้กรมปศุสัตว์ นำไปฟักและเลี้ยงขยายพันธุ์ ปรากฏว่าไก่พันธุ์ นี้เลี้ยงได้ดีในบ้านเรา กินอาหารได้ทุกอย่าง มีการเจริญเติบโตดี ตัวผู้น้ำหนักประมาณ ๕ กิโลกรัมเมื่อโตเต็มที่ และตัวเมียหนักประมาณ ๒.๐-๒.๕ กิโลกรัมเมื่อโตเต็มที่ และมีไข่ดกกว่า ไก่พื้นเมืองมาก

ในการปรับปรุงให้ไก่พื้นเมือง มีคุณภาพดีขึ้น ไก่เซี่ยงไฮ้จำนวนหนึ่ง ได้ถูกนำไปผสมข้ามพันธุ์กับไก่พื้นเมือง ซึ่งปรากฏว่า ไก่ลูกผสมที่ผลิตออกมา เลี้ยงง่าย โตเร็ว น้ำหนักมาก และให้ไข่ดกกว่าไก่พื้นเมืองมาก

๓.๒ เป็ด 

เป็ดพื้นเมืองของเรามีเลี้ยงมากที่นครปฐม สมุทรปราการ และชลบุรี จึงมักเรียกชื่อเป็ดพื้นเมือง ตามแหล่งที่เลี้ยงว่า เป็ดนครปฐม เป็ดปากน้ำ และเป็ดชลบุรี เป็นต้น
เป็ดพื้นเมืองตัวค่อนข้างเล็ก การ เจริญเติบโตช้า แต่มีไข่ดกดีพอสมควร มักจะพบบ่อยๆ ว่า เป็ดพื้นเมืองไข่เกิน ๒๐๐ ฟองต่อปี แต่ไข่มีขนาดเล็ก

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการนำ เป็ดจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในบ้านเราในระยะ หลังๆ

เป็ดที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรา แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

ก. เป็ดไข่ 

เป็ดไข่ที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเราส่วนใหญ่ เป็นเป็ดพันธุ์กากีแคมเบลล์ เป็นเป็ดที่มีอัตราการไข่ค่อนข้างสูง บางตัวไข่ถึง ๓๐๐ ฟองต่อปี แต่บางครั้งก็มีปัญหาเรื่องโรค จึงได้มาผสมข้ามพันธุ์กับเป็ดพื้นเมือง ปรากฏว่า เป็ดลูกผสมกากีแคมเบลล์ให้ไข่ดก และไข่ใหญ่กว่าเป็ดพื้นเมืองมาก จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไป

ข. เป็ดเนื้อ 

เป็ดเนื้อที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรามีหลายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมมากที่สุดคือ เป็ดพันธุ์ปักกิ่ง และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ได้พระราชทานไข่เป็ดพันธุ์ปักกิ่ง ซึ่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนน้อมเกล้าฯ ถวาย ให้กรมปศุสัตว์ นำไปฟัก และเลี้ยงขยายพันธุ์ ปรากฏว่า เป็ดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในบ้านเรา แต่บางครั้งก็ยังมีปัญหาเรื่องโรค จึงผสมเป็ดระหว่างพันธุ์ปักกิ่งกับพันธุ์พื้นเมือง ก็ปรากฏว่า เป็ดลูกผสมดังกล่าว มีการเจริญเติบโตได้ดีในบ้านเรา และมีน้ำหนักมาก เมื่อถึงอายุส่งตลาด

๓.๓ ห่าน

ห่านที่เลี้ยงในบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นห่านจีน มีทั้งชนิดตัวสีขาว และสีน้ำตาล ห่านกินอาหารได้ทุกชนิด ทั้งหญ้า ผัก เมล็ดพืช ปลา หรืออาหารผสม แต่เนื่องจากคนไทยยังไม่ค่อยนิยมบริโภค จึงมีการเลี้ยงค่อนข้างจำกัด

๓.๔ ไก่งวง 

ไก่งวงสามารถกินอาหารต่างๆ ได้คล้ายกับห่าน เกษตรกรมักจะเลี้ยงปล่อยให้หาอาหารกินเอง

ไก่งวงที่เลี้ยงในบ้านเรามีทั้งชนิดสีขาว และสีเทาปนน้ำตาล แต่ไม่ค่อยแพร่หลายนัก ยกเว้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่อนข้างมากกว่าภาคอื่นๆ เพราะคนไทยยังไม่นิยมบริโภคไก่งวงมากนัก

๓.๕ นกกระทา

นกกระทาที่เลี้ยง ในบ้านเราส่วนใหญ่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น และ เลี้ยงเพื่อเอาไข่เป็นหลัก มีการเลี้ยงกันบ้างใน ภาคกลางแต่ก็ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร

หลักการเลี้ยงสัตว์

หลักการเลี้ยงสัตว์ 

ในการเลี้ยงสัตว์มีปัจจัยที่สำคัญ ๔ ประการด้วยกัน คือ

๑. พันธุ์สัตว์ 

เกษตรกรไทยยังไม่ให้ความสำคัญต่อพันธุ์สัตว์ ที่นำมาใช้เลี้ยงมากนัก จึงมิได้ให้ความสำคัญต่อคุณภาพทางพันธุกรรมของสัตว์ ที่นำมาใช้เลี้ยง โดยเฉพาะในโคและกระบือ

ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อหาสัตว์ ที่มีคุณภาพดีมาเลี้ยงมากขึ้น โดยเฉพาะในไก่ เป็ด และสุกร

เกษตรกรจำนวนมากยังนิยมตอนโคและกระบือที่มีขนาดใหญ่ และรูปร่างดี เพื่อนำไปใช้งาน คงปล่อยให้โคและกระบือตัวผู้ขนาดเล็กไว้คุมฝูง จึงทำให้ลูกโคและกระบือที่คลอดออกมาระยะหลังๆ มีขนาดเล็กลง

ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ จึงควรที่จะได้เลือกหาซื้อสัตว์พันธุ์ดีมาเลี้ยง ไม่ใช่สัตว์อะไรก็ได้ และควรจะได้สงวนสัตว์ที่ดี มีรูปร่างใหญ่ ให้นมมาก ให้เนื้อมาก ให้ลูกดก ให้ลูกบ่อย มีความทนทานต่อโรค เก็บไว้เลี้ยงทำพันธุ์ โดยเฉพาะควรจะเปลี่ยนวิธีตอนสัตว์เสียใหม่ โดยให้ตอนตัวเล็กๆ ให้หมด และเก็บตัวใหญ่เอาไว้ทำพันธุ์

๒. อาหารสัตว์ 

เกษตรกรจำนวนมากยัง ไม่ให้ความสนใจต่อการให้อาหารโคและกระบือ เท่ากับผู้เลี้ยงสุกร ไก่ และเป็ด โดยคิดเอาว่า โคและกระบือหาอาหารกินเองได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาอาหารให้ แม้แต่สุกร ไก่ และเป็ดเอง แม้รู้ว่า ต้องจัดหาอาหารให้ ก็ยังไม่รู้ว่า ระยะใดสัตว์ต้องการอาหารชนิดใด มากน้อยเท่าใด จึงจะเหมาะสม
เกษตรกรที่ทำการเลี้ยงสัตว์ จึงจำเป็น ต้องศึกษาเรื่องการให้อาหารสัตว์ และจัดหาอาหารมาให้สัตว์กินให้ถูกต้องกับความต้องการ จึงจะทำให้สัตว์นั้นเจริญเติบโตได้ดี ให้นมมาก ให้ลูกทุกปี หรือให้ลูกดก และไม่เป็นโรคต่างๆ เนื่องจากการขาดอาหาร

อาหารหลักที่สำคัญๆ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ควรจะได้ให้ความสนใจ คือ

๒.๑ อาหารโปรตีน

อาหารโปรตีน มีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การให้นม การให้เนื้อ และการผสมพันธุ์ ซึ่งมีอยู่มากในปลาป่น เนื้อป่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง กากมะพร้าว กากเมล็ดฝ้าย และในพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบกระถิน และถั่วฮามาตา เป็นต้น

๒.๒ อาหารพลังงาน

อาหารแป้ง เมื่อกินเข้าไปแล้ว ก็ถูกเปลี่ยนรูปเป็นอาหารพลังงาน เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายได้ทำงานตามปกติ เช่น การเคลื่อนไหว การเคี้ยว การย่อย และอื่นๆ

อาหารแป้งหรืออาหารพลังงาน มีมากในปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง และรำข้าว เป็นต้น
๒.๓ อาหารแร่ธาตุ

อาหารแร่ธาตุ นับว่า มีความสำคัญต่อระบบโครงสร้าง หรือกระดูก โดยเฉพาะธาตุแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งมีมากในกระดูกป่น หรือเปลือกหอยป่น

นอกจากนี้สัตว์ก็ยังต้องการแร่ธาตุอื่นๆ อีก สำหรับระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายและระบบการผสมพันธุ์ เช่น ธาตุเหล็ก ทองแดง โคบอลต์ สังกะสี แมงกานีส แมกนีเซียม ซีลีเนียม โซเดียม และโพแทสเซียม เป็นต้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องจัดหาให้สัตว์กินเพิ่มเติม ทั้งในรูปเกลือธรรมดาและเกลือประเภทพวก แร่ธาตุปลีกย่อย ซึ่งอาจเป็นผง สำหรับผสมอาหารสัตว์ หรือทำเป็นก้อนสำหรับให้สัตว์เลียกิน

๒.๔ วิตามิน

สัตว์โดยทั่วๆ ไปต้องการวิตามินสำหรับการเจริญเติบโต และการผสมพันธุ์ แม้ว่าสัตว์บางชนิด เช่น สัตว์เคี้ยวเอื้อง จะสามารถสังเคราะห์วิตามินบีเองได้

วิตามินที่สำคัญที่ควรให้แก่สัตว์เลี้ยง ก็คือ วิตามินเอ ดี บีต่างๆ เค อี และซี

เกษตรกรจำเป็นต้องจัดหาวิตามิน ให้สัตว์กินตามความเหมาะสมตามชนิดของสัตว์ และความต้องการในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต หรือการผสมพันธุ์

๒.๕ น้ำ

สัตว์เลี้ยงนอกจากต้องการอาหารแล้ว ก็ยังต้องการน้ำด้วย สัตว์จะตายในเวลาอันรวดเร็ว หากว่าขาดน้ำ แต่จะยังมีชีวิตอยู่ได้นาน ถ้าขาดอาหาร

น้ำนับว่ามีความสำคัญต่อระบบ การทำงานต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบ หมุนเวียนของโลหิตและระบบขับถ่าย จึงควรที่เกษตรกรจะต้องดูแลให้สัตว์มีน้ำสะอาดกินตลอด เวลา ตามปริมาณความต้องการของสัตว์นั้นๆ


๓. การจัดการดูแล 

สัตว์เลี้ยงก็เช่นเดียวกับคน ที่ต้องการให้เจ้าของดูแล จึงจะสามารถเจริญเติบโต และให้ผลิตผล หรือการสืบพันธุ์ที่ดีได้ สิ่งสำคัญที่จะต้องให้ความดูแลให้แก่สัตว์ก็คือ

๓.๑ เรือนโรง

การเลี้ยงสัตว์ต้องมีเรือนโรงให้สัตว์อยู่ตามความเหมาะสม มิใช่เลี้ยงตามใต้ถุนบ้าน หรือเลี้ยงปล่อย เพื่อสัตว์จะได้มีที่อยู่หลับนอนตามความเหมาะสม ไม่ถูกสัตว์อื่น หรือคนมารบกวน
คอกจะต้องสะอาดและมีการ ระบายอากาศที่ดี ไม่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขังเป็น หลุมเป็นบ่อ มีการตักมูลสัตว์ออกทิ้งเป็นประจำ ไม่ให้มีการหมักหมม

๓.๒ การให้อาหารและน้ำ

การเลี้ยงสัตว์ที่ดี จำเป็นต้องมีการให้อาหารและน้ำตามเวลาที่กำหนด (ยกเว้นกรณีที่ให้ตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องดูแลให้อาหารและน้ำตลอดเวลา) ไม่ควรเปลี่ยนเวลาให้อาหารและน้ำแก่สัตว์ หากไม่จำเป็น เพราะจะทำให้สัตว์เกิดความเครียด และเป็นผลกระทบกระเทือนต่อการให้น้ำนม ให้ไข่ ตลอดจนการผสมพันธุ์
๓.๓ การจัดการเกี่ยวกับการผสมพันธุ์

การจัดการผสมพันธุ์ตามระยะที่เหมาะสมของการผสมพันธุ์ จะทำให้สัตว์ตั้งท้อง และมีลูกมากขึ้น

ปริมาณหรืออัตราส่วนของตัวผู้ และตัวเมียก็มีความสำคัญต่อเปอร์เซ็นต์การผสมติดของสัตว์ในฝูง

การคัดเลือกสัตว์ที่เป็นหมัน ผสม ไม่ติดหรือติดยาก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องทำใน การเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะเลี้ยงสัตว์แล้วไม่ได้ผล ตอบแทน

สัตว์ที่ให้ผลิตผลน้อย เช่น นม น้อย ไข่น้อย หรือลูกครอกเล็กก็ควรจะได้ทำการ คัดทิ้งแทนที่จะทนเลี้ยงต่อไปซึ่งจะทำให้ผู้เลี้ยง ขาดทุน

๓.๔ การรีดนมและการจัดการอื่นๆ

การรีดนมเป็นเวลาตามที่กำหนดไว้เป็นประจำ จะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงได้น้ำนมมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรเปลี่ยนแปลงเวลารีดนม หากไม่จำเป็น
การจัดการอื่นๆ เช่น การทำราง กันไม่ให้แม่สุกรทับลูกสุกรเมื่อลูกสุกรสยังเล็ก หรือการแยกสัตว์เล็กออกเลี้ยงต่างหาก ตามอายุ หรือความเหมาะสม แทนที่จะปล่อยเลี้ยงรวมฝูง ก็นับว่า มีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้เลี้ยงมีกำไรหรือขาดทุน ได้เช่นกัน


๔. โรคสัตว์ 

โรคของสัตว์เลี้ยงยังนับว่า เป็นปัญหาที่สำคัญของการเลี้ยงสัตว์ในบ้านเรา ปัจจุบันนี้ เพราะมีโรคระบาดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตสัตว์ และเศรษฐกิจหลายโรค ผู้เลี้ยงสัตว์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ สาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษาโรคสัตว์นั้น ด้วยตนเอง สำหรับใช้ดำเนินการในเบื้องต้น เพื่อจักได้แก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์

ปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่สามารถทำการ ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์เลี้ยงเป็น การล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าใจผิด คิดว่าวัคซีนมีไว้สำหรับรักษาโรค และจะไม่ทำ วัคซีนให้สัตว์เลี้ยงจนมีโรคเกิดแล้วจึงติดต่อให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไปทำการฉีดวัคซีนให้ จึง ทำให้โรคระบาดต่างๆ ยังเป็นปัญหาอยู่ทั่วไป

แนวทางในการป้องกันโรคในหลักการ ใหญ่ๆ ที่ยึดถือปฏิบัติกันก็คือ

๔.๑ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ ล่วงหน้า

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการป้องกันมิให้สัตว์เลี้ยงเป็นโรคระบาดตายก็คือ การทำวัคซีนป้องกันโรคสัตว์ล่วงหน้า ก่อนที่สัตว์จะป่วยเป็นโรค เพราะวัคซีนมีไว้สำหรับป้องกันโรค มิใช่รักษาโรค
อย่างไรก็ตามวัคซีนช่วยให้โอกาส ที่สัตว์ป่วยเป็นโรคน้อยลง แต่มิได้หมายความว่า เมื่อทำวัคซีนแล้วสัตว์จะไม่เป็นโรค โดยทั่วๆ ไป สัตว์ที่ทำวัคซีน ๑๐๐ ตัวจะไม่เป็นโรคประมาณ ๗๐-๘๐ ตัว อีก ๒๐-๓๐ ตัวอาจจะเป็นโรคได้ ถ้าสัตว์อ่อนแอหรือมีเชื้อโรคเข้าไปมากๆ จึงควร ที่เกษตรกรจะเข้าใจตามนี้ด้วย

๔.๒ การป้องกันโรคทางอื่น

การ ป้องกันโรคทางอื่นๆ ที่ควรจักได้ทำควบคู่กับการทำวัคซีนก็คือ

๔.๒.๑ การจัดหาที่ให้สัตว์อยู่ เป็นหลักแหล่ง ไม่ปนกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ของ ชาวบ้าน
๔.๒.๒ การจัดทำรั้วกั้นโดยรอบ เพื่อมิให้สัตว์หรือคนเข้าไปในคอกสัตว์
๔.๒.๓ การไม่ให้บุคคลภายนอก เข้าไปในคอก เพื่อป้องกันการนำโรคจากภาย นอกเข้ามา
๔.๒.๔ การใช้ยาฆ่าเชื้อโรค ภายในคอกและทางผ่านก่อนเข้าคอก
๔.๒.๕ การให้อาบน้ำเปลี่ยน เครื่องแต่งตัวก่อนเข้าคอก หากจำเป็นต้องทำ
๔.๒.๖ การไม่นำอาหารจากที่ อื่นเข้าไปกินในคอก

๔.๓ การคัดเลือกผสมพันธุ์สัตว์ ให้มีความต้านทานโรค

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่า การคัดเลือกผสมพันธุ์สัตว์ ให้มีความต้านทานโรคบางโรค อาจจะทำได้ แม้จะไม่ได้ผลเต็มที่ แต่ก็ช่วยให้โอกาสสัตว์เป็นโรค หรือได้รับอันตรายจากโรคน้อยลง เช่น โคที่มีเลือดพันธุ์บราห์มัน ซึ่งตามปกติจะพบว่า มีความทนทานต่อโรคไข้เห็บ เมื่อเอาวัวพันธุ์นี้มาผสมกับโคนมพันธุ์แท้ หรือโคเนื้อพันธุ์แท้จากต่างประเทศ ลูกผสมที่เกิดมา จะมีความทนทานต่อโรคนี้ได้ดีขึ้น ตามอัตราส่วนของเลือดโคบราห์มันที่มีอยู่ในโคลูกผสมนั้น ถ้ามีมากก็มีความคุ้มโรคมาก เป็นต้น

Copyright © 2014 การเลี้ยงสัตว์